ค้นหา

ปัญหาสิวที่รักษาง่ายๆ




สิว คือ การอักเสบของหน่วยรูขุมขนและต่อมไขมัน (pilosbaceous unit) โดยมากมักเป็นบริเวณหน้า คอ และลำตัวส่วนบน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่อยู่หนาแน่น มักพบในวัยรุ่น แต่บางคนอาจเป็นๆ หายๆ จนอายุเลย 40 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ส่งเสริมให้เป็นสิว



สาเหตุการเกิดสิวมี 4 ข้อ คือ
  1. เซลล์ผิวแบ่งตัวมากเกินไป

  2. ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป

  3. ติดเชื้อแบคทีเรีย p.acne

  4. กระบวนการอักเสบ

ความรุนแรงของสิว
  1. สิวเล็กน้อย (mild acne) มีหัวสิวไม่อักเสบ

  2. สิวปานกลาง (moderate acne) สิวที่มีการอักเสบ ขนาดเล็กจำนวนมากกว่า 10 จุด

  3. สิวรุนแรง (severe acne) สิวอักเสบที่มีหนอง หรือ เป็นถุงน้ำ


การรักษาสิวแก้ไขตามสาเหตุ 4 ข้อ

1.เซลล์ผิวแบ่งตัวมากเกินไป >> ทำให้รูขุมขนอุดตัน

  • Benzoyl peroxide,Salicylic acid, vitamin A

หรืออนุพันธ์ของ vitamin A ลดการแบ่งเซลล์ผิวหนัง Vitamin a เช่น retin A เป็นต้น จะช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ลดการอุดตัน ลดการอักเสบของสิวและป้องกันการเกิดใหม่ของสิว


ใช้เมื่อไร

  1. สิวชนิดมีหัว

  2. สิวทุกชนิด แต่ต้องใช้ร่วมกับยาอื่นๆที่มีฤทธิ์ต่างกันเช่น antibiotics

  3. สิวที่เกิดจากสารเคมี เช่น เครื่องสำอาง, steroid เป็นต้น

  4. ใช้เพื่อป้องกันการเกิดสิวอักเสบและการกลับเป็นใหม่หลังจากควบคุมสิวได้

  5. ทาก่อนนอนทั่วหน้า

  6. แนะนำให้ใช้ขนาดต่ำๆก่อน

ข้อควรระวัง

  1. เมื่อใช้ยานี้หลีกเลี่ยงแสงแดด หรือทายากันแดดในเวลากลางวัน

  2. คนตั้งครรภ์ไม่ควรใช้

  3. ใช้แล้วปากแห้ง ตาแห้ง


  • Benzoyl peroxide. ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา ที่พบบนรูขน,ต่อมไขมัน ซึ่ง p.acne เป็นตัวสำคัญ


ใช้เมื่อไร ใช้รักษาสิวอักเสบ ติดเชื้อและลดการอุดตันของสิว โดยการทาทั่วหน้าเช้า-เย็น


ข้อควรระวัง

  1. เกิดการระคายเคืองผิว ผิวแห้งลอก ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานๆ

  2. ไม่ควรใช้ร่วมกับretinoic acid หรือทาคนละเวลา



2. ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป


ปัจจัยที่ทำให้มีการผลิตไขมันมาก

  • หน้าแห้งเกินไป วิธีแก้ ใช้ผลิตภัณฑ์ ที่เพิ่ม moiturizure

  • ฮอร์โมนเพศชายมาก คือ หน้ามัน ขนดก เป็นสิว วิธีแก้ กินยาคุม

  • ปัจจัยอื่นๆ เช่นสภาพแวดล้อมที่แห้ง, ออกกำลังกายบ่อย


3. ติดเชื้อแบคทีเรีย p.acne
4. กระบวนการอักเสบ

ซึ่ง 2 หัวข้อนี้มักเกิดร่วมกัน ดังนั้นการรักษาจะเน้นไปทายาฆ่าเชื้อ

  • clindamycin หรือ erythromycin ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ โดยเฉพาะ p.acne และยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบของสิว

วิธีใช้

ทาเฉพาะสิวอักเสบ วันละ2-3ครั้ง


ข้อควรระวัง

  1. อาจมีผิวหลอก แดง และแสบๆ บริเวณรอบๆตาซึ่งการจากตัวทำละลายในยา ควรหลีกเลี่ยงทารอบตา

  2. ไม่ควรใช้ ยาฆ่าเชื้อชนิดทา ตัวเดียวติดต่อกันนานเกิน 3-4 สัปดาห์ เพราะจะทำให้เกิดการดื้อยา


  • ยารักษาสิวแบบกิน

  1. กลุ่ม vitamin A เช่น acnotin, roacutane เป็นต้น ลดขนาดต่อมไขมันและการผลิตไขมัน ลดสิวอุดตัน ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ใช้เมื่อไร

  • ผู้ที่เป็นสิวรุนแรง และรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล

วิธีที่ใช้

  • ควรทาขนาดน้อยก่อนและตามที่แพทย์สั่ง

ข้อควรระวัง

  • ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์

  • ปากแห้ง คอแห้ง ตาแห้งได้

  • เป็นพิษต่อตับ

ยาฆ่าเชื้อ

เช่น tetracycline,erythromycin, sulfonamide กลุ่มนี้ควรใช้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ยาคุมกำเนิด

ควรเลือกยาคุมเม็ดรวมที่ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสโตเจนที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย เช่น diane-35, yasmin



การรักษาเสริม
  1. ฉีดsteroid บริเวณที่อักเสบช่วยลดการอักเสบกดสิว

  2. กดเมื่อสิวมีหัว

  3. Light therapy ช่วยในการลดการอักเสบ โดยลดการผลิตไขมัน, ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย,

  4. Laser therapy เช่นIPL, Q-swicth เป็นต้น laser จะช่วยลดการอักเสบ ลดการผลิตไขมัน ฆ่าแบคทีเรียจะมีค่าใช้ที่สูงกว่ายาทา หรือยากิน แต่จะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าเช่นกัน


รอยแดงหลังสิวหายรักษาอย่างไร

รอยแดงที่เมื่อสิวหายเกิดจากผลของการอักเสบของผิว ซึ่งสามารถรักษาได้หลายวิธี เช่น ทายากลุ่มwhiteningร่วมกับครีมกันแดด หรือฉีดmesoหน้าใสเพื่อกระตุ้นเซลล์และลดรอยแดง หรือใช้laserปรับผิวก็ได้ ท่านสามารถเข้ามาปรึกษาได้ที่ Hora clinic


โดยHORA clinic เราเชี่ยวชาญในการรักษาสิว ท่านสามารถเข้ามาปรึกษาปัญหาของท่าน และจะช่วยแก้ ไปตามสาเหตุ เพื่อให้หน้าเยาว์วัยขึ้น